Home

1. สารบาญ
 
     
2. บทที่ 5 การใช้อำนาจหน้า ที่ตามหลักกฎหมายมหาชน
 
ดังที่กล่าวมาแล้วว่ากฎหมายมหาชน เป็นกฎหมายที่ให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ หน่วยงานของรัฐ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในการปกครองบริหารประเทศและการบริการสาธารณะ ฉะนั้นการใช้อำนาจ ตามกฎหมายของผู้ปกครองไม่ว่าจะเป็นรัฐ หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น ล้วนแล้วแต่มีผลกระทบโดยตรงต่อประชาชน ซึ่งหากผู้มีอำนาจและหน้าที่มากกว่าและพิเศษกว่าประชาชนโดยทั่วไปตามกฎหมายนั้น ได้เบี่ยงเบนในการใช้อำนาจและหน้าที่ที่ตนมี จะทำให้เกิดผลเสียหายต่อประชาชน ดังนั้นการใช้ อำนาจและหน้าที่ดังกล่าวต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานและหลักการที่เหมาะสม ซึ่งเป็นที่มาของ "หลักการใช้อำนาจหน้าที่ตามหลักกฎหมายมหาชนในการบริหารประเทศ และการบริการสาธารณะของรัฐ หน่วยงานของรัฐ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ" ซึ่งมีอยู่ 3 ประการสำคัญคือ
   
1. หลักการใช้อำนาจ
(1) การใช้อำนาจและหน้าที่ของรัฐ ของ หน่วยงานของรัฐ และของเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นจะต้องกระทำเพื่อให้บรรลุผลตามเป้า ประสงค์ของกฎหมายเท่านั้น
(2) การใช้อำนาจและหน้าที่ของรัฐ ของ หน่วยงานของรัฐ และของเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นจะต้องกระทำด้วยความเหมาะสมและตามสมควร
(3) การใช้อำนาจและหน้าที่ของรัฐ ของ หน่วยงานของรัฐ และของเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นจะต้องไม่เป็นการสร้างภาระให้แก่ประชาชนจนเกินควร
1.1 การใช้อำนาจและหน้าที่ของรัฐ ของ หน่วยงานของรัฐและของเจ้าหน้าที่ของรัฐ
จะต้องกระทำเพื่อให้บรรลุตามเป้าประสงค์ของ กฎหมายเท่านั้น
การปกครองในระบอบประชาธิปไตยเป็น การปกครองโดยกฎหมายหรือที่เรียกว่า การปกครองโดยใช้หลักนิติรัฐ ดังที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งผู้ที่จะมีอำนาจและหน้าที่ในการปกครองและบริหารประเทศ จะต้องมีกฎหมายให้ อำนาจและหน้าที่ไว้และกฎหมายนั้นจะต้องเป็นกฎหมายที่บัญญัติ โดยประชาชนหรือโดยตัวแทนของ ประชาชนในการให้อำนาจและหน้าที่ดังกล่าว เพื่อให้ผู้ปกครองใช้อำนาจตามกฎหมายนั้น ในการทำหน้าที่ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชน ที่บัญญัติไว้ในกฎหมายเท่านั้น
ตัวอย่างเช่น ตามบทบัญญัติของฉบับ ปัจจุบันกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 72 ซึ่งบัญญัติไว้ความว่า "รัฐต้องจัดให้มีกำลัง ทหารไว้เพื่อพิทักษ์รักษาเอกราช ความมั่นคง ของรัฐ พระมหากษัตริย์ ผลประโยชน์แห่งชาติ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และเพื่อพัฒนาประเทศ"
จากบทบัญญัติดังกล่าว กฎหมายไม่ ได้บัญญัติไว้ถึงปริมาณหรือแสนยานุภาพของกำลังทหารว่าต้องมีมากน้อยเพียงใด เพียงแต่บัญญัติว่าให้รัฐเป็นผู้จัดสรรให้มีกำลังทหารไว้เพื่อพิทักษ์รักษาเอกราช ความมั่นคงของรัฐ และของสถาบันต่าง ๆ ดังกล่าว ซึ่งเจตนารมณ์ของกฎหมายเพื่อให้รัฐพิจารณาจัด ให้มีกำลังทหารให้มีความเหมาะสมกับกิจการดังกล่าวหากรัฐทุ่มเทในการสร้าง กำลังทหารมากจนเกินความจำเป็น หรือมิได้จัดให้มีกำลังทหารในปริมาณที่เหมาะสม หรือไม่มีแสนยานุภาพที่เพียงพอในการกระทำการ ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแล้วนั้น ถือได้ว่าลักษณะของการบริหารประเทศตามความใน มาตรา นี้ ไม่เป็นการบริหารและปกครองประเทศตามอำนาจและหน้าที่ ที่มีอยู่ให้บรรลุผลได้ ตามที่กฎหมายได้ตั้งเป้าประสงค์ไว้
หรือตัวอย่างหนึ่งเช่น พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ
แผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 11 ได้บัญญัติไว้ถึงการให้อำนาจและหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีไว้ โดยเจตนาของกฎหมาย ต้องการให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยมีนายก รัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลเป็นผู้มีอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายบัญญัติ ฉะนั้นการใช้อำนาจและหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีนั้น จะต้องทำให้บรรลุผลและเป็น ไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย คือต้องบริหารราชการแผ่นดินให้ตรงตามเป้าประสงค์ที่กฎหมายต้องการ
หรือในกรณีอื่น ๆ ที่เป็นเรื่องของการ มอบหมายอำนาจและหน้าที่ก็ต้องยึดหลักดังกล่าวนี้เช่นเดียวกัน ทั้งนี้เนื่องจากกฎหมายมหาชนนั้นเป็นเรื่องของการที่ใช้อำนาจและหน้าที่ตามกฎหมาย ฉะนั้นการที่จะใช้อำนาจและหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัตินั้น จึงต้องเป็นไปตามเจตนารมณ์และ ตามความต้องการของกฎหมายเท่านั้น หากการใช้อำนาจและหน้าที่ตาม หลักกฎหมายมหาชนของผู้ปกครอง ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายแล้ว กฎหมายมหาชนก็ยังมีบท บัญญัติถึงกระบวนการควบคุมการใช้อำนาจนั้นด้วย
ดังนั้นในการใช้อำนาจและหน้าที่ ของรัฐ ของหน่วยงานของรัฐและของเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น จะต้องเป็นไปตาม เจตนารมณ์ของกฎหมายและเพื่อประโยชน์และเป็นไปตามความต้องการของ ประชาชนส่วนใหญ่เป็นสำคัญ ซึ่งหลักการดังกล่าวคือหลักการของระบอบ ประชาธิปไตยหรือหลักนิติรัฐดังที่เคยกล่าวมาแล้ว
1.2 การใช้อำนาจของรัฐ ของหน่วย งานของรัฐ และของเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น
จะต้องกระทำด้วยความเหมาะสมและตามสมควรเท่านั้น
การพิจารณาถึงเกณฑ์ของความ เหมาะสมและความสมควรในการใช้อำนาจตามกฎหมายของรัฐ ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือของหน่วยงานของรัฐนั้น เป็นเรื่องที่หาข้อยุติได้ยาก ทั้งนี้เนื่องจาก ไม่มีหลักเกณฑ์อันใดที่จะใช้เป็นเกณฑ์ได้อย่างเที่ยงตรง เพราะในเรื่องของการ ใช้อำนาจดังกล่าวนั้น เป็นเรื่องของการใช้ดุลยพินิจ และการใช้ดุลยพินิจนี้มีองค์ประกอบและเงื่อนไขหลายประการ ในแต่ละบุคคล แต่ละสถานการณ์และในแต่ละสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีผลต่อการตัดสินใจ ของผู้มีอำนาจและหน้าที่ดังกล่าว แต่อย่างไรก็ดีการพิจารณาในเรื่อง ของความเหมาะสมและสมควรในการใช้อำนาจและหน้าที่นั้น จะต้องพิจารณาจากผลที่เกิดขึ้นจากการใช้อำนาจและหน้าที่นั้นว่า มีความเหมาะสมและสมควรกับ ประโยชน์ของสาธารณะชนหรือของประชาชนโดยรวมหรือไม่เพราะการที่กฎหมายบัญญัติให้อำนาจ และหน้าที่แก่ผู้ปกครองและผู้ที่บริหารประเทศไว้นั้น มีจุดมุ่งหมายเพื่อการบริการแก่สาธารณชน และเพื่อการปกครองที่กระทำเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่
ดังนั้นหากการกระทำตามอำนาจและ หน้าที่เพื่อประโยชน์ของประชาชนส่วนรวมเป็นไปเพื่อสาธารณะและประโยชน์ของคนโดยส่วนรวมแล้ว ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่สมควรและเหมาะสม อาทิเช่น การเวนคืนที่ดิน เพื่อทำถนนสาธารณะ ดังนี้ถือว่าเป็นการใช้อำนาจและหน้าที่ที่มีความเหมาะสมและสมควร แต่หาก การเวนคืนที่ดินดังกล่าวเพื่อที่จะนำมาสร้างสนามกอล์ฟ ถือว่าการใช้อำนาจและหน้าที่ดังกล่าวไม่สมควรและไม่เหมาะสมเพราะ การสร้างสนามกอล์ฟไม่เป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ
อย่างไรก็ตามการพิจารณาว่า การกระทำตามอำนาจและหน้าที่ใดจะเป็นการสมควรหรือมีความเหมาะสมหรือไม่อย่างไรนั้น ก็ต้องพิจารณาจากองค์ประกอบขณะนั้นเป็นสำคัญด้วย เพราะหลักการและเหตุผลในการใช้ ดุลยพินิจในยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง อาจมีความเหมาะสมและเป็นการสม ควร หรือไม่มีความเหมาะสมและเป็นการไม่สมควรก็ตาม แต่ในอีกยุคหนึ่งสมัยหนึ่งอาจจะเป็นในทางตรงกันข้ามก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ สิ่งแวดล้อม และปัจจัยต่าง ๆ หลายอย่าง สำหรับกาลสมัยนั้น ๆ
ดังเช่นในสมัยหนึ่ง การบัญญัติ กฎหมายจำกัดการประกอบอาชีพของชาวต่างชาติในประเทศ เพื่อเป็นการสงวนอาชีพไว้สำหรับ คนไทยนั้นเป็นสิ่งที่สมควรและมีความเหมาะสม แต่เมื่อสถานการณ์แปร เปลี่ยนไปได้มีการอนุญาตให้ชาวต่างชาติสามารถประกอบอาชีพที่เคย ต้องห้ามนั้นในประเทศไทยได้ ดังนี้แสดงให้เห็นว่าการใช้อำนาจและหน้าที่ ในการปกครองบริหารประเทศก็อาจจะมีการตัดสินใจ หรือใช้ดุลยพินิจที่แตกต่างกันแม้จะเป็นเรื่องหรือข้อปัญหาอันเดียวกันก็ตาม
แต่อย่างไรก็ดี แม้กาลสมัยและ สถานการณ์ในขณะนั้นจะเป็นตัวแปรหรือเป็นเงื่อนไขอันหนึ่งก็ตาม แต่ความเหมาะสมและความสมควรในการใช้อำนาจและหน้าที่ในการ ตัดสินใจในการบริหารประเทศของรัฐ ของหน่วยงานของรัฐ และของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ก็มิได้พ้นไปจากหลักการที่ว่าจะต้องคำนึงถึง ผลประโยชน์ของสาธารณะชนหรือของประชาชนคนส่วนใหญ่แต่อย่างใดเลย
1.3 การใช้อำนาจและหน้าที่ของ รัฐ ของหน่วยงานของรัฐและของเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น
ต้องไม่เป็นการ สร้างภาระให้แก่ประชาชนจนเกินควร
เนื่องจากกฎหมายมหาชนเป็น กฎหมายที่ให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ และแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ในการบริหารประเทศและในการบริการสาธารณะและเนื่องจากการ ที่ผู้ปก ครองมีอำนาจและหน้าที่ที่มากกว่าและเกินกว่าที่ประชาชนมี หรือที่เรียกกันว่ามีความไม่เสมอภาคกันในฐานะหรือสถานภาพนี่เอง จึงอาจทำให้สิทธิและ ประโยชน์บางประการของประชาชน บางคน บางส่วน หรือบางกลุ่มต้อง สูญเสียไปหรือเรียกได้ว่าเกิดภาระขึ้น ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ว่า ประชาชนอาจจะต้องเกิดภาระขึ้นบ้าง จากการใช้อำนาจและหน้าที่เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ในการปกครองและบริหารประเทศของผู้ปกครอง แต่อย่างไรก็ดีการใช้อำนาจ และหน้าที่ดังกล่าวนั้นในการบริหารและการปกครอง จะต้องไม่มีผล กระทบหรือสร้างภาระแก่ประชาชนมากจนเกินควร เพราะมิ ฉะนั้นแล้วจะเป็นการขัดต่อหลักการของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งเน้นและยึดหลักในเรื่อง ของความสุขสงบและความเป็นธรรมของคนในสังคม
ตัวอย่างเช่น รัฐหรือคณะรัฐบาล ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจบริหารและปกครองประเทศตามบทบัญญัติของรัฐธรรม นูญและตามกฎหมายอื่น เพื่อให้บรรลุตามแนวนโยบายและตามเจตนารมณ์ เป้าประสงค์ของกฎหมายนั้น ๆ แต่หากการ ใช้อำนาจตามหน้าที่ของรัฐบาลดังกล่าวมีผลทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ เกิดปัญหาคนว่างงาน เกิดภาวะเงินเฟ้อ ฯลฯ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นได้ ส่งผลกระทบไปยังประชาชน ส่วนใหญ่ทั้งทางตรงและทางอ้อมลักษณะของผลกระทบดังกล่าวถือ ได้ว่าเป็นการสร้างภาระแก่ประชาชน และเมื่อเศรษฐกิจตกต่ำแล้ว รัฐบาลได้แก้ปัญหาโดยการออกกฎหมาย เพิ่มอัตราภาษีที่สูงเกินไปกับประชาชน ลักษณะเช่นนี้ถือได้ว่าเป็นการใช้อำนาจและหน้าที่ซึ่งมีผลในการสร้าง ภาระให้แก่ประชาชนมากเกินสมควร
   
2. นิติกรรมทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ผู้ที่มีอำนาจในการปกครอง ไม่ว่า จะเป็นรัฐ หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ตามเป็นผู้ใช้อำนาจและหน้าที่ตาม กฎหมายในการบริหารและการบริการสาธารณะ ที่จะชอบด้วยหลักการของกฎหมายมหาชนนั้น ต้องดำเนินการตามหลักการใช้อำนาจและหน้าที่ 3 ประการดังกล่าวข้างต้น การดำเนินการบริหารและปกครองอาจจะมีการประพฤติที่มิชอบอันส่งผล กระทบต่อสิทธิและผลประโยชน์ของประชาชนขึ้นได้หรือเรียกได้ว่า นิติกรรมดังกล่าวของฝ่ายปกครองนั้น เป็นนิติกรรมทาง
ปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเกณฑ์ในการพิจารณาถึงนิติกรรมทางปกครองที่ไม่ชอบ ด้วยกฎหมายนั้นจะมีเกณฑ์ที่สำคัญอยู่ 4 ประการสำคัญดังนี้คือ
2.1 นิติกรรมทางปกครองที่ทำโดยปราศจากอำนาจ
หมายความว่า เป็นการกระทำการ โดยปราศจากกฎหมายที่มอบอำนาจและหน้าที่ในการดำเนินการตัวอย่างเช่น กฎหมายไม่ได้ กำหนดหรือมอบหมายอำนาจและหน้าที่ในการอนุมัติ อนุญาตให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐในตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งเช่น เจ้าพนักงานธุระการ ฯลฯ แต่เจ้าพนักงานธุระการผู้นั้นไปดำเนินการอนุมัติ หรืออนุญาตแทนปลัดอำเภอโดยไม่มีอำนาจ ดังนี้ถือว่าเป็นนิติกรรมทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเจ้าพนักงานธุระการ ผู้นั้นไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะกระทำได้
2.2 นิติกรรมทางปกครองที่ทำโดย การใช้อำนาจที่มีอยู่ตามกฎหมาย
แต่เป็นการใช้อำนาจผิดวัตถุประสงค์ที่กฎหมาย กำหนดไว้หรือใช้อำนาจบิดเบือนไป
ตัวอย่างเช่น ประชาชน ไปดำเนินการขออนุมัติ หรือขออนุญาตกระทำการต่าง ๆ ต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจและหน้าที่ แต่เจ้าหน้าที่ดังกล่าวเจตนาหรือจงใจที่จะไม่อนุมัติหรืออนุญาตทั้ง ๆ ที่ตามข้อเท็จจริงแล้ว สามารถจะที่อนุมัติหรืออนุญาตการกระทำต่าง ๆ ที่ประชาชนนั้นมาร้องขอได้ หรือเจ้าหน้าที่เจตนาหรือจงใจที่จะถ่วงเวลาหรือดึงเวลาการอนุมัติหรือการอนุญาต เพื่อกลั่นแกล้งผู้ขอนั้นเป็นต้น
2.3 นิติกรรมทางปกครองที่ไม่ได้ทำ ตามรูปแบบหรือขั้นตอนที่เป็นสารสำคัญ
ตัวอย่างเช่น ผู้บังคับ บัญชาใช้อำนาจตามกฎหมายลงโทษผู้ใต้
บังคับบัญชาทางวินัยอย่างร้ายแรง โดยไม่ผ่านขั้นตอนการสอบสวนทาง
วินัย ถือว่าไม่ดำเนินการตามรูปแบบ ซึ่งเป็นสาระสำคัญ สามารถขอเพิก
ถอนได้ตามกระบวนการทางกฎหมายมหาชน

2.4 นิติกรรมทาง การปกครองนั้นขัดต่อกฎหมาย
ตัวอย่างเช่น กฎหมายให้อำนาจ และหน้าที่ในการสั่งปิดโรงงานที่ปล่อยน้ำเสียลงลำน้ำลำคลองภายได้เพียง 1 เดือน แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐกลับสั่งปิดโรงงานดังกล่าวถึง 2 เดือน ดังนี้ถือว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น กระทำนิติกรรมทางการปกครองที่ขัดต่อกฎหมาย
ซึ่งนิติกรรมทาง ปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนี้ ย่อมจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน ไม่ว่าจะเป็นสิทธิ หน้าที่ ความสงบสุข หรือผลประโยชน์ของ ประชาชนอันก่อให้เกิดข้อพิพาทที่เรียกว่า "กรณีพิ พาททางปกครอง"

   
3. กรณีพิพาททางปกครอง
"กรณีพิพาททางปกครอง" มีความแตกต่างไปจากกรณีพิพาททาง
แพ่งและไม่ใช้กรณีพิพาททางอาญา
3.1 กรณีพิพาททางปกครอง
เป็นข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างรัฐ หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับประชาชน
หมายความว่าเป็นข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างฝ่ายที่ทำการปกครองและฝ่ายที่ถูกปกครอง โดยฝ่ายที่ทำการปกครองจะมีอำนาจที่เหนือกว่าหรือมากกว่าฝ่ายที่ถูกปกครอง ซึ่งเมื่อฝ่ายที่มีอำนาจที่มากกว่าและเหนือกว่าได้ออก กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือกฎเกณฑ์ต่าง ๆ มากเกินขอบเขต หรือเป็นกรณีที่การออกกฎระเบียบ ข้อบังคับ หรือกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เหล่านั้น มิได้เกินเลยหรือเกินขอบเขตไป แต่การใช้อำนาจและหน้าที่ที่มีอยู่ตามกฎระเบียบ ข้อบังคับ หรือกฎเกณฑ์นั้น ๆ เกินแก่ความพอดีหรือเกินความเหมาะสม ก็จะทำให้เกิดข้อพิพาท หรือข้อขัดแย้งทางการปกครองได้
3.2 กรณีพิพาททางปกครอง
เป็นข้อพิพาทเนื่องจากการใช้อำนาจที่มิชอบบังคับบัญชาต่อผู้ใช้บังคับบัญชา
ในเรื่องของการบังคับบัญชานี้ มักจะมีปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่เสมอนั่นคือในเรื่องของการใช้ดุลยพินิจ กล่าวคือ เมื่อผู้บังคับบัญชาใช้ดุลยพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายต่อผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการใช้ดุลยพินิจที่มีอยู่ตามกฎหมายในลักษณะกลั่นแกล้ง หรือเลือกปฏิบัติลักษณะดังกล่าวก็ถือว่าเป็นกรณีพิพาททางปกครอง
3.3 กรณีพิพาททางปกครอง
เป็นกรณีพิพาทที่คู่กรณีฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจของรัฐ และคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ที่จะต้องปฏิบัติ ตามคำสั่งหรือกฎข้อบังคับนั้น
การที่ผู้ซึ่งทำการบริหารและปกครองประเทศมีอำนาจในการกระทำการ ซึ่งอำนาจดังกล่าวกำหนดไว้ในกฎหมายให้ทำการบริการและปกครองประเทศ ดังนั้นการกระทำการดังกล่าวของผู้มีอำนาจรัฐในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประชาชน ประชาชนก็ต้องเป็นผู้ที่มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่ง หรือกฎข้อบังคับที่รัฐหรือเจ้าหน้าที่เป็นผู้ออกนั้น ซึ่งการมีปฏิสัมพันธ์ของคู่กรณีทั้งสองฝ่ายดังกล่าว ก็ย่อมที่จะเกิดข้อขัดแย้งกันขึ้นได้ความขัดแย้งลักษณะนี้ เรียกว่ากรณีพิพาททางปกครองด้วยเช่นกัน
   
4. ลักษณะพิเศษของกรณีพิพาททางปกครอง
กรณีพิพาททางปกครองนี้ จะเป็น คดีที่มีลักษณะแตกต่างไปจากคดีพิพาททางแพ่งและทางอาญาอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือ กรณีพิพาททางการปกครองเป็นกรณีพิพาทที่ไม่ใช่กรณีพิพาททางแพ่งและไม่ใช่กรณีพิพาททางอาญา แต่เป็นกรณีพิพาทที่มีลักษณะพิเศษ ฉะนั้นแนวทางของการวินิจฉัย พิจารณา และพิพากษาคดี รวมทั้งขั้นตอนหรือกระบวนการยุติธรรมที่จะใช้ในกรณีพิพากทางการปกครองนี้ จะใช้วิธีการเช่น เดียวกับข้อพิพาททางแพ่งหรือทางอาญาไม่ได้ ทั้งนี้เพราะความแตกต่างพื้นฐานระหว่างกฎหมายเอกชนหรือกฎหมายแพ่ง และกฎหมายอาญา กับกฎหมายมหาชนมีความแตกต่างกัน
4.1 สถานภาพทางกฎหมายของคู่กรณี
เนื่องจากคู่กรณีของกฎหมายเอกชนจะมีความเท่าเทียมกันในเรื่องของสถานภาพทางกฎหมาย ซึ่งแตกต่างกันในกฎหมายมหาชนที่คู่กรณีจะมีสถานภาพที่แตกต่างกันหรือไม่เสมอภาคกันกล่าวคือ ผู้ใช้อำนาจรัฐจะมีสถานภาพทางกฎหมายที่มีอำนาจที่เหนือกว่า ประชาชน
4.2 เป้าหมายของการแก้ปัญหา
เป้าหมายของกฎหมายมหาชนเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและประโยชน์ของประชาชนที่จะไม่ให้รัฐ หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจในทางปกครองจนขาดความเป็นธรรม
4.3 บทบัญญัติของกฎหมาย
บทบัญญัติของกฎหมายเอกชนนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องและเกี่ยวเนื่องกับประโยชน์ส่วนตัวของเอกชน แต่บทบัญญัติของกฎหมายมหาชนนั้น จะเป็นบทบัญญัติที่ว่าด้วยผลประโยชน์ของคนส่วนรวม
จากความแตกต่าง 3 ประการดัง กล่าวระหว่างกฎหมายเอกชนหรือกฎหมายแพ่งและกฎหมายมหาชน ทำให้การพิจารณาข้อพิพาททางปกครอง ซึ่งเป็นเรื่องของกฎหมายมหาชน จึงต้องใช้แนวทาง และวิธีการแตกต่างไปจากแนวทางและวิธีการของกฎหมายเอกชนหรือกฎหมายแพ่งและกฎหมายอาญา ทั้งนี้เพื่อความยุติธรรมและเพื่อคุ้มครองสิทธิ และผลประโยชน์ของประชาชน ซึ่งกระบวนการ ที่นำมาใช้กับกรณีพิพาททางปกครองดังกล่าวนี้ ก็คือ "นิติวิธีทางกฎหมายมหาชน"
  แหล่งข้อมูล http://e-book.ram.edu
   























































 
 
 
 
       
ทั้งหมดบนเวปไซต์นี้ ขอสงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 โดย Thethailaw.com
ปรับปรุงล่าสุดวันที่